“เด็ก” สวยงามเสมอ

No Comments

ด้วยงานที่ผมรับทำล่าสุด ทำให้ผมมีโอกาสได้ลงไปคลุกคลีกับวัดและโรงเรียนในชุมชนระดับตำบลจำนวนมาก ทำให้เห็นว่าเมืองไทยเรามีวัดมากมายจริงๆ (แต่ช่างผกผันกับธรรมะในจิตใจคนไทยเสียเหลือเกิน) และพบว่าโรงเรียนในระดับตำบลส่วนใหญ่จะอิงอยู่กับวัด หรือใช้พื้นที่เดียวกันหรืออยู่ในรั้วเดียวกันกับวัดก็มี พูดภาษาชาวบ้านโรงเรียนเหล่านี้ก็คือโรงเรียนวัดนี่เอง

โรงเรียนวัดนั้นก็มีหลายระดับ บางแห่งก็ใหญ่โต บางแห่งก็เล็กๆ มีอาคารเรียนเป็นไม้เก่าๆ แค่ ๒-๓ หลัง นักเรียนแต่งตัวมอซอ แต่ส่วนใหญ่โรงเรียนวัดก็จะเก่าแก่ทรุดโทรดกันตามสภาพ ไม่ได้มีอะไรสวยงามให้น่าเก็บภาพเท่าไหร่

ไม่แปลกที่เวลาผมขับรถเข้าไปตามโรงเรียนเหล่านี้ จึงกลายเป็นเป้าสายตาของคนทั้งโรงเรียน ไม่ใช่แค่เพียงรูปลักษณ์การแต่งตัวภายนอกของผมเพียงเท่านั้น แต่การพกพาอุปกรณ์ถ่ายภาพเข้าไปด้วย ก็ยิ่งทำให้เป็นที่สนใจว่า ชายแปลกหน้าผู้นี้เข้ามาทำไม

บุคคลแรกที่ผมจะต้องเข้าไปพบเจอให้ได้ก่อนก็คือ ผู้อำนวยการของโรงเรียนนั้นๆ เพื่อแนะนำตั้วเองว่า เป็นใครมาจากไหน และเข้ามาทำอะไร ซึ่งผอ.ของโรงเรียนระดับตำบลแบบนี้ ไม่ได้ทำแค่งานบริหาร หลายคนก็ต้องทำหน้าที่สอนหนังสือด้วย ดังนั้นบางครั้งผมจะไม่ได้พบผอ.ที่ห้องทำงาน แต่ได้ไปพบท่านตอนที่กำลังสอนหนังสืออยู่ในห้องเรียนพอดี

อาชีพครูเป็นอาชีพที่ต้องเสียสละมากๆ อีกอาชีพหนึ่ง บ้านเรามีปัญหาด้านทรัพยากรครูมาเนิ่นนานแล้ว บางคนเรียกว่ากำลังเข้าขั้นวิกฤติเสียด้วยซ้ำ เพราะอาชีพครูกลายเป็นอาชีพท้ายๆ ที่คนรุ่นใหม่จะเลือกเป็น ผมจึงเห็นว่าครูที่สอนตามโรงเรียนวัดในชนบทแบบนี้ เป็นบุคคลที่เสียสละอย่างแท้จริง เงินเดือนหรือค่าตอบแทนอาจจะไม่มากมาย แค่พออยู่ได้ แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อยๆ ต้องมีความรักในวิชาชีพนี้ถึงจะอยู่ได้

พวกเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กประถม มักจะชอบวิ่งตามมากันเข้ามาดูเวลาผมเดินถ่ายรูปไปตามห้องเรียนต่างๆ แต่ส่วนใหญ่จะทิ้งระยะห่างไว้ประมาณหนึ่งเสมอด้วยความไม่คุ้นเคย เวลาผมหันไปหาที เจ้าเด็กพวกนี้ก็จะพากันแตกกระจายไปคนละทิศละทาง พอผมทำเป็นไม่สนใจก็จะเดินตามกันมาเป็นพรวนอีก ถ้าเจอพวกแก่นเซี้ยว ไม่กลัวคน พวกนี้ก็จะเข้ามาเรียกคุยด้วย ถามโน่นถามนี่ “พี่มาทำอะไร” ถ้ากล้าไปกว่านั้นก็มาร้องขอให้ช่วยถ่ายรูปพวกเขาให้เลยทีเดียว แต่พอยกกล้องจะถ่ายเข้าจริงๆ ก็วิ่งหนีด้วยความอาย

ผมสังเกตว่า ระหว่างเด็กที่ร่าเริง ซุกซน กับเด็กที่ค่อนข้างเก็บตัวเงียบขรึม เด็กสองประเภทนี้นอกจากจะมีความต่างด้านอุปนิสัยแล้ว สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แววประกายในดวงตา

เด็กที่ร่าเริง ดวงตาของพวกเขาดูสดใสเป็นประกายอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเด็กที่เงียบขรึม ดวงตาจะเป็นประกายเหมือนกันแต่ไม่สดใสเท่าพวกแรก แต่ดวงตาของเด็กกลุ่มหลังกลับให้ความรู้สึกว่ามีเรื่องราวให้น่าค้นหาอีกมากมาย

แว่บหนึ่งผมรู้สึกอยากจะถ่ายภาพดวงตาและดวงหน้าของเด็กๆ เหล่านี้ออกมาให้ได้อย่างที่ตัวเองเห็นบ้างคงจะดี

วิถีแห่งนักรบอิสระ

No Comments

สำหรับผมในช่วงรอบปีที่ผ่านมานี้ คำถามที่ถูกถามเข้ามามากที่สุดเวลาพบปะกับใครที่ทั้งคุ้นหน้าและไม่คุ้นหน้าก็ตาม นั่นก็คือ “คุณ (แก เธอ นาย) ทำงานอะไรอยู่ตอนนี้”

บอกตามตรงว่ามันเป็นคำถามที่คลาสสิคมากสำหรับผม จะว่าตอบง่ายก็ง่าย จะว่าตอบยากก็ยาก ถ้าตอบง่ายๆ ผมก็มักจะตอบไปว่า “รับจ้างทั่วไป” ถ้าตอบแบบยากๆ ก็ต้องอธิบายกันถึงรายละเอียดของงาน ประเภทของงาน ซึ่งในแต่ละช่วงอาจจะกำลังทำงานที่ต่างกันออกไป มันก็เลยตอบยาก สู้ตอบง่ายๆ ว่า รับจ้างทั่วไปดีกว่า แต่ก็นั่นแหละง่ายของผม แต่มันยากสำหรับคนอื่นที่จะเข้าใจ

ประเด็นก็คือ ผมไม่สามารถระบุอาชีพของตัวเองในตอนนี้ได้อย่างชัดเจนไปในทางใดทางหนึ่ง จะให้ระบุอาชีพไปเลยอย่าง หมอ วิศวกร ครู ช่างตัดผม นักบิน โคโยตี้ ฯลฯ มันก็ไม่ได้ เพราะงานของผมมักเปลี่ยนไปเรื่อย บางครั้งในช่วงเวลาเดียวกันก็ยังทำหลายสาขาอาชีพเสียด้วยซ้ำ

ผมไม่รู้หรอกว่า การที่ผมไม่มีอาชีพที่ชัดเจนมันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี แต่ผมก็พอใจที่ผมยังมีงานให้ทำ ยังมีคนเห็นคุณค่าในตัวผมจนว่าจ้างให้ทำโน่นทำนี่อยู่เรื่อยๆ ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้วผมเองก็ไม่ได้เก่งกาจในด้านใดด้านหนึ่งเอาเสียเลย

มีคนจ้างผมถ่ายรูป ทั้งๆ ที่ผมพอถ่ายรูปได้ มีคนจ้างผมทำงานออกแบบป้ายโฆษณา ทำพรีเซนเทขั่น ทั้งๆ ที่ผมใช้งานโปรแกรมกราฟิกพอได้ นอกจากนี้ยังมีคนจ้างไปเขียนหนังสือ จ้างไปช่วยจัดสวน จ้างไปทำวิจัย และอีกสารพัด ถ้านับอาชีพที่ผมเคยทำแล้วได้เงินค่าตอบแทนเป็นเรื่องเป็นราว ผมก็น่าจะทำมาแล้วกว่า 20 อาชีพ

ถ้าถามว่าทำงานมาหลายอาชีพแบบนี้ ผมประสบความสำเร็จอะไรมาบ้าง ผมยอมรับตามตรงว่า ในแง่วิชาชีพผมกลับไม่ประสบความสำเร็จกับอาชีพใดเลย แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ตรงกันข้ามผมกลับมองว่าความล้มเหลวทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาเข้ามาล้วนเป็น กำไร ใช่แล้ว! กำไรชีวิต

ถ้าความสำเร็จในชีวิตวัดกันที่ความร่ำรวย ผมก็คงยังเป็นคนที่ล้มเหลวในความหมายนั้น แต่นิยามความสำเร็จในชีวิตของแต่ละคนนั้นอาจแตกต่างกัน บางคนการทำงานที่สามารถหาเงินได้มากๆ อาจจะเป็นเป้าหมายหลัก บางคนเชื่อว่า การมีเงินมากๆ เท่ากับมีความสุขมากๆ แต่ผมเชื่อว่าในโลกใบนี้ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่มีเป้าหมายในการทำงานเพียงแค่ขอให้ได้ทำงาน ส่วนจะมีประโยชน์ด้านอื่นๆ ก็คงเป็นเรื่องผลพลอยได้ที่รองลงไป

การเป็นนักรบอิสระ (Freelance) ที่ยังมีคนว่าจ้างให้ทำโน่นทำนี่อยู่เรื่อยๆ นับว่าเป็นความสำเร็จในการดำรงวิถีแห่งเสรีภาพได้อย่างน่าพอใจ ในมุมหนึ่งฟรีแลนซ์เป็นวิถีที่น่าอิจฉา เป็นเจ้านายตัวเอง ไม่มีหัวหน้างาน ไม่ต้องผจญรถติดเพื่อไปตอกบัตรทำงานให้ทัน เพราะทำงานอยู่ที่บ้าน หรือสมัยนี้ทำงานที่ไหนก็ได้ขอให้มีอินเทอร์เน็ตสำหรับติดต่อสื่อสาร

แต่วิถีของฟรีแลนซ์ก็ต้องแลกมาด้วยความไม่แน่นอนของรายได้ ถ้าช่วงไหนงานมากเงินก็มาก ถ้าช่วงไหนงานน้อยรายได้ก็หด ดังนั้นศิลปะแห่งการอยู่รอดในช่วงที่งานน้อยก็เป็นรสชาติชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่คนทำงานประจำมีเงินเดือนแน่นอนจะไม่มีทางเข้าใจ แต่ผมเป็นฟรีแลนซ์มาปีนี้เข้าปีที่ 10 แล้ว ผมก็ยังโอเคกับสิ่งที่เป็น

เคยมีคนบอกว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง เรื่องนี้ผมไม่เถียง แต่โลกนี้มีอะไรได้ดั่งใจเราไปทุกอย่างหรือเปล่าล่ะ ประเด็นก็คือ คุณเหมาะที่จะเป็นแบบไหน ตัวคุณเองรู้ดีที่สุด ฟรีแลนซ์มีข้อดีของมัน งานประจำก็มีข้อดีของมัน เพียงแต่ผมคิดว่าวิถีชีวิตของผมมันเหมาะกับฟรีแลนซ์มากกว่า

ผมไม่ชอบตอกบัตร ผมไม่ชอบทำงานในออฟฟิศ ผมไม่อยากต้องรอเที่ยวได้เฉพาะช่วงวันหยุด ผมชอบนอนกลางวัน ทำงานกลางคืน ผมสามารถใส่เสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นนั่งทำงานได้ ไม่ต้องแต่งตัวหล่อสวยไปทำงาน แต่ผมต้องรับผิดชอบงานให้ตรงเวลา ทำงานเสร็จแล้วก็ต้องทวงเงินค่าจ้างเอง บางครั้งเงินออกช้า หมุนไม่ทันก็ต้องรู้จักอดทน ไม่มีโอที ไม่มีโบนัส แต่ผมมีโบนัสที่สุดยอดที่สุดก็คือ มีเวลาเป็นของตัวเอง

สรุปแล้ว อ่านถึงตรงนี้ได้คำตอบหรือไม่ว่าผมทำงานอะไร แต่บางทีคำตอบนั้นอาจจะไม่สำคัญอีกแล้วก็ได้ เพราะผมรู้ว่า อย่างน้อยคุณก็รู้จักผมมากขึ้นแล้ว

WP SlimStat